โรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis) เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของกระดูกอ่อน (Cartilage) บริเวณผิวข้อ ทั้งทางด้านรูปร่างและโครงสร้าง ส่งผลให้กระดูกอ่อนบางลงจนทำให้เกิดการเสียดสีกันของกระดูก เป็นโรคที่พบมากในวัยกลางคนและผู้สูงอายุซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมมากๆจะมีอาการปวดข้อ ข้อเข่าผิดรูป ข้อฝืด หรือข้อติด เดินได้ไม่ปกติ การทำกิจประจำวันต่างๆ ทำได้ไม่สะดวกส่งผลให้เกิดความทุกข์ทรมานทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ดังนั้นการดูแลสุขภาพข้อเข่าจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก วันนี้วิสทร้ามีสาระดีเกี่ยวกับโรคข้อเข่าเสื่อมมาฝาก รวมถึงสารอาหารต่างๆที่ช่วยในการดูแลสุขภาพข้อ แต่ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับโรคข้อเข่าเสื่อมกันก่อน มีอะไรบ้างตามไปดูกันเล้ย…

โรคข้อเข่าเสื่อมสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ระยะ สรุปได้ดังนี้

                       · ระยะ0 หรือระยะก่อนเกิดโรคข้อเข่าเสื่อม (Stage 0 : Normal) เป็นระยะที่กำหนดให้ข้อเข่าปกติแข็งแรง อาจมีความเสียหายเริ่มเกิดขึ้นในระดับเซลล์ แต่ยังไม่มีอาการหรืออาการแสดงทางคลินิกที่บ่งชี้ว่าเป็นอาการเสื่อมของข้อ

                       · ระยะ 1 (Stage1 : Minor) มีการเริ่มสูญเสียกระดูกอ่อนบางส่วนระหว่างข้อต่อประมาณ 10% ช่องว่างระหว่างข้อต่อยังไม่เล็กลง มักจะไม่พบความเจ็บปวดหรือความรู้สึกไม่สบายใดๆ อันเป็นผลมาจากการสึกหรอเพียงเล็กน้อยบนส่วนประกอบของข้อต่อ

                       ·  ระยะที่ 2 (Stage 2 : Mild) การเสื่อมของข้อเข่าถือเป็นระยะที่ไม่รุนแรง กระดูกอ่อนเริ่มแตก ข้อต่อแคบลง มีการเกิดกระดูกพรุน แต่ยังดูเป็นปกติของเหลวไขข้อจะยังคงมีอยู่ในระดับที่เพียงพอสำหรับการเคลื่อนไหวของข้อต่อตามปกติ

                       · ระยะที่ 3 (Stage 3 : Moderate) จัดเป็นระยะการเสื่อมของข้อระดับปานกลาง ในระยะนี้ กระดูกอ่อนระหว่างกระดูกแสดงความเสียหายอย่างชัดเจน และช่องว่างระหว่างกระดูกเริ่มแคบลง ผู้ที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมระยะที่ 3 มักมีอาการปวดบ่อยครั้งเมื่อเดิน วิ่ง งอขา หรือคุกเข่า อาจมีอาการตึงตามข้อหลังจากนั่งเป็นเวลานานหรือเมื่อตื่นนอนตอนเช้า มีอาการบวมตามข้อหลังจากการเคลื่อนไหวเป็นเวลานานด้วยเช่นกัน

                       · ระยะที่ 4 (Stage 4 : Severe) ถือเป็นการเสื่อมของข้อระดับรุนแรง ผู้ที่อยู่ในระยะนี้จะรู้สึกเจ็บปวดและไม่สบายอย่างมากเมื่อเดินหรือขยับข้อ นั่นเป็นเพราะช่องว่างระหว่างกระดูกลดลงอย่างมาก กระดูกอ่อนหายไปเกือบทั้งหมด ทำให้ข้อต่อแข็งและอาจขยับไม่ได้ ของเหลวบริเวณไขข้อลดลงอย่างมาก และไม่ช่วยลดแรงเสียดทานระหว่างส่วนที่เคลื่อนไหวของข้อต่ออีกต่อไป

                       ปัจจัยที่ทำให้เกิดข้อเข่าเสื่อม

  1. การใช้ข้อเข่าบ่อยๆ เช่น การนั่งไขว่ห้างเป็นประจำ ผู้ที่นั่งยองๆ นั่งขัดขัดสมาธิ หรือนั่งพับเพียบนานๆจะพบข้อเข่าเสื่อมเร็วกว่าปกติ
  2. การออกกำลังกาย ที่ต้องมีการใช้ข้อ เช่น การวิ่ง บาสเก็ตบอล วอลเล่บอล เป็นต้น หรือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อเข่า ผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุที่ข้อเข่าไม่ว่าจะกระดูกข้อเข่าแตกหรือเอ็นฉีกก็จะเกิดข้อเข่าเสื่อมได้ ขณะเดียวกัน ผู้ที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย และได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอจะทำให้ข้อเข่าเสื่อมได้เร็วกว่าปกติอีกด้วย
  1. น้ำหนักตัว การมีน้ำหนักตัวมากจะทำให้ข้อเข่าเสื่อมเร็ว เนื่องจากข้อเข่ามีการแบกรับน้ำหนักตัวไว้และเกิดแรงกดทับบริเวณข้อ
  1. อายุ และเพศ ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นมีโอกาสเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมได้มาก เนื่องจากอายุการใช้งานของข้อที่ยาวนาน โดยเฉพาะเพศหญิงจะเป็นโรคเข่าเสื่อมมากกว่าผู้ชาย 2 เท่า โดยเฉพาะวัยหมดประจำเดือน ที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศหญิง

อาการของโรคข้อเข่าเสื่อม

  • อาการปวดเข่า เป็นอาการที่สำคัญเริ่มแรกจะปวดเมื่อยตึงทั้งด้านหน้าและด้านหลังของเข่า หรือบริเวณน่อง เมื่อเป็นมากขึ้นจะปวดบริเวณเข่าเมื่อมีการเคลื่อนไหว ลุกนั่งหรือเดินขึ้นบันไดไม่คล่องเหมือนเดิม
  • มีเสียงในข้อ เมื่อเคลื่อนไหวผู้ป่วยจะรู้สึกมีเสียงในข้อและปวดเข่า
  • อาการบวม ถ้าข้อมีการอักเสบก็จะเกิดข้อบวม
  • ข้อเข่าโก่งงอ อาจจะโก่งด้านนอกหรือโก่งด้านใน ทำให้ขาสั้นลง เดินลำบากและมีอาการปวดเวลาเดิน
  • ข้อเข่ายึดติด ผู้ป่วยจะไม่สามารถเหยียดหรืองอขาได้สุดเหมือนเดิมเนื่องจากมีการยึดติดภายในข้อ

ดูแลสุขภาพข้อเข่าด้วย Collagen Type ll (UC-II®)

              คอลลาเจน ไทพ์ทู (Collagen Type ll) คือ คอลลาเจนชนิดที่ 2 ชนิดเดียวกันกับที่พบในเซลล์กระดูกอ่อนบริเวณข้อ แตกต่างจากคอลลาเจนที่พบในเซลล์ผิวหนังที่เป็นคอลลาเจนชนิดที่ 1 และ 3 (Collagen Type 1 and Collagen Type 3) คอลลาเจนไทพ์ทู นี้มีหน้าที่รองรับน้ำหนักและให้ความแข็งแรงกับข้อต่อในขณะที่มีการเคลื่อนไหว ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของส่วนประกอบที่อยู่ในข้อ โดยกระตุ้นให้มีการสังเคราะห์เซลล์ใหม่เพิ่มขึ้น ช่วยเพิ่มระดับกรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic acid) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของน้ำหล่อเลี้ยงในข้อ และยังยับยั้งการหลั่งเอนไซม์ที่ย่อยทำลายกระดูกอ่อนบริเวณข้อ จึงช่วยลดอาการปวดข้อและข้อยึดได้ ทำให้การเคลื่อนไหวของร่างกายดีขึ้น

คอลลาเจนไทพ์ทูที่มีจำหน่ายในปัจจุบัน แบ่งได้ 2 ประเภท ได้แก่

  1. Denatured Collagen Type II
    ดีเนเจอร์คอลลาเจนไทพ์ทู หรือไฮโดรไลซ์คอลลาเจนชนิดที่ 2 (Hydrolyzed Collagen Type ll) เป็นคอลลาเจนที่ผลิตโดยผ่านกระบวนการย่อยด้วยเอนไซม์และใช้อุณหภูมิสูงจึงทำให้มีโครงสร้างที่เล็กลง ไม่สมบูรณ์แบบเหมือนที่มีในร่างกาย (ไม่เป็น Triple Helix Structure)
  2. Undenatured Collagen Type II (UC-II®)

อันดีเนเจอร์ คอลลาเจนไทพ์ทู (Undenatured Collagen Type II) หรือ UC-II® คือ คอลาเจนชนิดที่ 2 เป็นคอลลาเจนเข้มข้นจากธรรมชาติ มีคอลลาเจนชนิดที่ 2 ที่ไม่ถูกทำลายถึง 25% เป็นนวัตกรรมเฉพาะที่ผลิตภายใต้อุณหภูมิต่ำ และไม่ใช้เอนไซม์ในกระบวนการสกัด เพื่อคงโครงสร้างคอลลาเจนที่สมบูรณ์ใกล้เคียงกับCollagen Type II ที่มีในร่างกาย (เป็นแบบ Triple Helix Structure)

  • จากการศึกษาทางคลินิกของ Clowlay et al., 2009 พบว่า การรับประทาน UC-II® เพียง 40 มก. มีประสิทธิภาพมากกว่าสองเท่า เมื่อเทียบกับการรับประทานกลูโคซามีน 1,500 มก. ร่วมกับคอนดรอยติน 1,200 มก ในการดูแลสุขภาพข้อ การวิจัยทางคลินิกใช้การทดลองแบบสุ่มและDouble-blind โดยทดสอบในผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม 52 ราย พบว่า UC-II® ลดอาการปวดข้อ และความรู้สึกไม่สบายและการเคลื่อนไหวลำบาก ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญและลดอาการต่างๆได้ดีกว่าการรับประทานกลูโคซามีนร่วมกับคอนดรอยติน ในการทดลองนี้ใช้เครื่องมือในการประเมินWOMAC, VAS และ Lequesne functional index.
  • คะแนน WOMAC ลดลง 33% เมื่อเทียบกับการรับประทานกลูโคซามีน+คอนดรอยติน14%
  • คะแนน VAS ลดลง 40% เมื่อเทียบกับการรับประทานกลูโคซามีน+คอนดรอยติน15%
  • คะแนน Lequesne ลดลง 20% เมื่อเทียบกับการรับประทานกลูโคซามีน+คอนดรอยติน6%

 

                      UC-II ลดความเจ็บปวดลงอย่างมีนัยสำคัญระหว่างทำกิจกรรมประจำวันบางอย่าง เช่น เดินบนพื้นเรียบ ทำงานบ้านหนัก เดินขึ้นและลงบันได และขณะพักผ่อนบนเตียงเมื่อเปรียบเทียบกับการรับประทานกลูโคซามีนร่วมกับคอนดรอยติน

                      การศึกษาในมนุษย์ของ Bagchi D et al., 2002 ทำการศึกษาโดยให้ผู้หญิง 5 คนที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม รับประทาน UC-II® 40 มก. ต่อวันเป็นเวลา 42 วัน พบว่า การรับประทาน UC-II® สามารถช่วยลดอาการปวดตึงในตอนเช้าและอาการฝืดเคืองติดขัดของข้อในช่วงเวลาพักผ่อน ความเจ็บปวดลดลงโดยเฉลี่ย 26% อย่างมีนัยสำคัญ

จบปัญหาปวดอักเสบของข้อด้วยสารสกัดจากขมิ้นชัน

                      ขมิ้นชัน (Curcuma longa L.) เป็นยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ ตั้งแต่พ.ศ. 2555 ในกลุ่มยารักษากลุ่มอาการระบบทางเดินอาหาร สรรพคุณขับลม บรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ แต่ในปัจจุบันมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ทั้งในสัตว์ทดลองและทางคลินิกที่ระบุว่า ขมิ้นชันมีฤทธิ์บรรเทาอาการอักเสบของข้อในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoporosis) โดยให้ผลดีใกล้เคียงกับการใช้ยาแผนปัจจุบัน จึงทำให้ขมิ้นชันจัดอยู่ในรายการยาเพิ่มเติมที่จะผลักดันสู่บัญชียาที่พัฒนาจากสมุนไพรในกลุ่มยารักษาอาการทางกล้ามเนื้อและกระดูก

                      ขมิ้นชัน มีสารสำคัญในกลุ่มเคอร์คูมินอยด์ (curcuminoids) มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ โดยยับยั้งเอนไซม์และสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบหลายชนิด เช่น cyclooxygense-2, leukotrines, thromboxane, prostaglandins, nitric oxide, collagenase, elastase, hyaluronidase, monocyte chemoattractant protein-1, interferon-inducible protein, tumor necrosis factor (2-12) และมีความเป็นพิษต่ำ จึงถูกนามาพัฒนาใช้เป็นทางเลือกในการบรรเทาอาการข้ออักเสบผู้ป่วยที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมหรือข้อเข่าอักเสบ

งานวิจัยทางคลินิกของขมิ้นชัน ที่เกี่ยวข้องในการรักษาอาการข้อเข่าเสื่อม (Clinical Study )

  1. การศึกษาของ Panahi Y et al., 2014 เกี่ยวกับประสิทธิผลของขมิ้นชันในผู้ป่วยที่ข้อเข่าเสื่อมระดับอ่อน-ปานกลาง ให้รับประทานสารเคอร์คูมินอยด์ (Curcuminoids) จากขมิ้นชัน ขนาด 500 มก. วันละ 3 ครั้ง (1500 mg./วัน) นาน 6 สัปดาห์ จากนั้นประเมินอาการและความรุนแรงของโรคข้อเข่าเสื่อมโดยใช้ WOMAC ประเมินระดับความเจ็บปวดด้วย VAS และ Lequesne’s pain functional index (LPFI) พบว่าผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับเคอร์คูมินอยด์มีค่าเฉลี่ยของ WOMAC, VAS และ LPFI ต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับยาหลอก เคอร์คูมินอยด์สามารถบรรเทาอาการปวดและปรับปรุงสมรรถภาพทางกายของผู้ป่วยได้อย่างมีนัยยะสำคัญ
  2. การศึกษาของ Shep D et al., 2019 เกี่ยวกับประสิทธิผลและความปลอดภัยของขมิ้นชันเปรียบเทียบกับยาไดโคฟีแนค มีการศึกษาในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมที่มีผลข้างเคียงจากการใช้ยา NSAIDs ศึกษาในผู้ป่วยจำนวน 139 คนสุ่มด้รับยาขมิ้นชัน 500 mg รับประทานวันละ 3 ครั้ง(1500 mg/วัน) หรือได้รับไดโคฟีแนคขนาด 50 mg. 2 ครั้งเป็นระยะเวลา 28 วันมีการติดตามทุกวันที่ 7, 14, 28 พบว่า กลุ่มที่ได้รับขมิ้นชันมีความปวดลดลงลงไม่แตกต่างจากการใช้ยาไดโคลฟีแนคและลดอาการท้องอืดซึ่ง เป็นผลจากการใช้ยาไดโคลฟีแนคได้การศึกษาของ Panahi Y et al., 2014 เกี่ยวกับประสิทธิผลของขมิ้นชันในผู้ป่วยที่ข้อเข่าเสื่อมระดับอ่อน-ปานกลาง ให้รับประทานสารเคอร์คูมินอยด์ (Curcuminoids) จากขมิ้นชัน ขนาด 500 มก. วันละ 3 ครั้ง (1500 mg./วัน) นาน 6 สัปดาห์ จากนั้นประเมินอาการและความรุนแรงของโรคข้อเข่าเสื่อมโดยใช้ WOMAC ประเมินระดับความเจ็บปวดด้วย VAS และ Lequesne’s pain functional index (LPFI) พบว่าผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับเคอร์คูมินอยด์มีค่าเฉลี่ยของ WOMAC, VAS และ LPFI ต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับยาหลอก เคอร์คูมินอยด์สามารถบรรเทาอาการปวดและปรับปรุงสมรรถภาพทางกายของผู้ป่วยได้อย่างมีนัยยะสำคัญ
  1. การศึกษาของ Kuptniratsaikul V et al., 2014 “Efficacy and Safe of Curcuma Domestica extracts compared with ibuprofen in patients with knee osteoarthritis: a multicenter study” เกี่ยวกับประสิทธิภาพของสารสกัดจากขมิ้นชันเปรียบเทียบกับไอบูโปรเฟนในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม จากการศึกษาผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม 367 คน กลุ่มที่ 1 ได้รับสารสกัดขมิ้นชัน 1,500 มิลลิกรัม/วัน กลุ่มที่ 2 จำนวน 182 คน ได้รับยาไอบูโปรเฟน 1200 มิลลิกรัม/วัน เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ วัดผลโดยค่า WOMAC score และ Adverse event ผลการทดลองพบว่ากลุ่มที่ได้รับสารสกัดจากขมิ้นชันมีค่า WOMAC score ที่สัปดาห์ที่ 0, 2, 4 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญและให้ผลไม่แตกต่างจากกลุ่มที่ได้รับยาไอบูโปรเฟน

 

จากรายงานการศึกษาทางคลินิคสามารถสรุปได้ว่า ขมิ้นชันมีส่วนช่วยในการลดการอักเสบอันเนื่องมาจากข้อเข่าเสื่อมได้อย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติ มีความปลอดภัยสูง ไม่พบความเป็นพิษของขมิ้นชัน มีแนวโน้มที่ดีที่จะนำไปใช้ในการรักษาอาการข้อเข่าเสื่อม ทั้งให้ประสิทธิผลใกล้เคียงกับการใช้ยาแก้ปวดและยาต้านอักเสบแผนปัจจุบัน

 

สารอาหารอื่นๆที่ช่วยดูแลสุขภาพข้อ

  1. วิตามินซี

วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สามารถลดการอักเสบและปวดข้อได้ด้วยการต่อต้านอนุมูลอิสระและขับออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยปกป้องเนื้อเยื่อเกี่ยวพันรอบข้อต่อโดยส่งเสริมการผลิตคอลลาเจน ซึ่งเป็นโปรตีนหลักในข้อต่อและเนื้อเยื่อกระดูก

  1. วิตามินอี

วิตามินอี ช่วยป้องกันหรือรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและสารที่ช่วยนการต้านการอักเสบจากการศึกษาพรีคลินิกและในมนุษย์ การศึกษาในเซลล์พบว่าวิตามินอีช่วยลดความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันในเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนหรือการเพาะเลี้ยงเซลล์ถุงอัณฑะที่เกิดจากความเครียดทางกลหรืออนุมูลอิสระ การศึกษาในสัตว์ทดลองชี้ให้เห็นว่าการรักษาด้วยวิตามินอีช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อนและปรับปรุงสถานะออกซิเดชันในสัตว์จำลองที่มีปัญหาข้อเข่าโรคข้อเข่าเสื่อม ในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมของมนุษย์ พบว่ามีปริมาณวิตามินอีหมุนเวียนในไขข้อต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่มีสุขภาพดี การศึกษาเชิงสังเกตยังแสดงให้เห็นว่าวิตามินอีเกี่ยวข้องกับการเหนี่ยวนำของโรคข้อเข่าเสื่อมในประชากรทั่วไป การเสริมวิตามินอีอาจช่วยปรับปรุงผลลัพธ์ในผู้ป่วยโรคข้อเข่า โดยสรุปแล้ว วิตามินอีอาจชะลอการลุกลามของโรคข้อเข่าเสื่อมได้ด้วยการบรรเทาลดปฎิกิริยาoxidative stress และการอักเสบของข้อต่อ

  1. วิตามินบี 6 และบี 12

ในผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม พบว่าระดับวิตามินบี 6 และบี 12 ลดลงกว่าระดับปกติอย่างมาก มีการศึกษพบว่า การรับประทานวิตามินบี6 และบี 12 จะช่วยดูแลระบบประสาท และอาจจะช่วยบรรเทาอาการปวดข้ออักเสบได้ แต่อย่างไรก็ตามการศึกษาเกี่ยวกับการลดการปวดอักเสบของข้อยังคงต้องได้รับการศึกวิจัยเพิ่มเติม

  1. วิตามินดี

ผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมจะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุน การรับประทานวิตามินดีมีส่วนช่วยส่งเสริมการดูแลสุขภาพกระดูก ช่วยให้กระดูกแข็งแรงและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกพรุนได้

สำหรับใครที่มีปัญหา ข้อดังกร๊อบแกร๊บ ขณะเดินมีอาการเจ็บแปร๊บบริเวณหัวเข่า ข้อเข่าติดยืดขาได้ไม่สุด อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่าคุณอาจจะกำลังเผชิญกับปัญหาข้อเข่าเสื่อม นอกจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต และการควบคุมน้ำหนักตัวแล้ว ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกลุ่มคอลลาเจนไทพ์ทู (Collagen Type ll ) และสารสกัดจากขมิ้นชัน (Turmeric Extract) ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการดูแลสุขภาพข้อเข่าซึ่งจะช่วยเสริมสร้าง ซ่อมแซมกระดูกอ่อนบริเวณข้อและช่วยลดอาการอักเสบริเวณข้อได้ เพราะชีวิตดีเริ่มต้ที่สุขภาพ  อย่าให้ปัญหาข้อเสื่อม ทำชีวิตคุณสะดุด!!  ด้วยความห่วงใยจากVistra Collagen Type ll plus Turmeric Ecxtract

Reference

  1. กนกพร อะทะวงษา. ขมิ้นชันกับโรคข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoporosis). สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. 1-6.
  2. สำนักการแพทย์กรุงเทพมหานคร. โรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis of the Knee) [ออนไลน์]. (มปป.). เข้าถึงได้จาก http://www.msdbangkok.go.th/healthconnor_Osteoarthritis%20of%20the%20Knee.htm. (สืบค้นเมื่อ 18 สิงหาคม 2564).
  3. Bagchi D, Misner B, Bagchi M, et al. Effects of orally administered undenatured type II collagen against arthritic inflammatory diseases: a mechanistic exploration. Int J Clin Pharm Res. 2002;22:101-110.
  4. Carol Eutice. (2020). The Effects of Vitamin C on Arthritis. Retrieved September 10, 2021, from https://www.verywellhealth.com/the-effects-of-vitamin-c-on-arthritis-190257.
  5. Chin K. and Ima-Nirwana S. The Role of Vitamin E in Preventing and Treating Ostreoarthritis-A Review of the Current Evidence. Front Pharmacol. 2018; 9: 946.
  6. Crowley DC, Lau FC, Sharma P, et al. Safety and efficacy of undenatured type II collagen in the treatment of osteoarthritis of the knee: a clinical trial. Int J Med Sci. 2009;6:312-321.
  7. Kimberly Holland. (2021). Stages of Osteoartritis (OA) Of the Knee. Retrieved August 18, 2021, from https://www.healthline.com/health/osteoarthritis-stages-of-oa-of-the-knee.
  8. Kuptniratsaikul V et al., Efficacy and Safe of Curcuma Domestica extracts compared with ibuprofen in patients with knee osteoarthritis: a multicenter study. Clinical Interventions in Aging. 2014: 9.
  9. Jenifer Warner. (2012). Low Vitamin B6 Linked to Inflammation. Retrieved September 13, 2021, from https://www.webmd.com/heart/news/20120619/low-vitamin-b6-linked-to-inflammation.
  10. Jessica Brown. (2018). 6 Vitamins and Supplements for Inflammatory Arthritis That Doctors Approve. Retrieved September 13, 2021, from https://creakyjoints.org/alternative-medicine/vitamins-supplements-inflammatory-arthritis/.
  11. Panahi Y, Rahimnia AR, Sharafi M, Alishiri G, Saburi A, Sahebkar A. Curcuminoid treatment for knee osteoarthritis: a randomized double-blind placebo-controlled trial. Phytother Res 2014;28(11):1625-31.
  12. Performance Lab. (2009). Joint Pain and B12 Deficiency. Retrieved September 13, 2021, from https://www.performancelab.com/blogs/joint-support/joint-pain-and-b12-deficiency.
  13. Shep D, Khanwelkar C et al., Safety and Efficacy of Curcumin versus Diclofenac in knee osteoarthritis : a randomized open-label pararallel-arm study. Shep et al. Trials (2019) 20:214.
  14. Teach Me Surgery. (2021). Osteoarthritis. Retrieved August 18, 2021, from https://teachmesurgery.com/orthopaedic/principles/osteoarthritis/.

 

 

 

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า