น้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณรายละเอียด
แบรนด์สุขภาพและความงามของคนไทย ตั้งแต่ปี 1999·ร้านค้าทางการบน SHOPEE · LAZADA · TIKTOK SHOP · LINEแบรนด์สุขภาพและความงามของคนไทย · ตั้งแต่ปี 1999
ช่องทางการสั่งซื้อ
JAPAN QUALITY·輝く毎日を、内側から。·GMP · ISO · HACCP · FSSC 22000 · HALAL CERTIFIED
ส่วนประกอบ · Astaxanthin

แอสตาแซนธิน

แอสตาแซนธิน คืออะไร?

แอสตาแซนธินคือแคโรทีนอยด์กลุ่มแซนโทฟิลล์สีแดงส้ม และเป็นเม็ดสีที่ทำให้เนื้อปลาแซลมอน ปลาเทราต์ กุ้ง และเคย มีสีชมพู Haematococcus pluvialis เป็นหนึ่งในแหล่งธรรมชาติที่สำคัญของแอสตาแซนธิน โดยมีความโดดเด่นในด้านความสามารถในการสะสมแอสตาแซนธินในปริมาณสูง อย่างไรก็ตาม แอสตาแซนธินยังสามารถสังเคราะห์ได้ตามธรรมชาติจากจุลสาหร่าย ยีสต์ และแบคทีเรียบางชนิด สัตว์ไม่สามารถสร้างแอสตาแซนธินได้เอง แต่ได้รับผ่านห่วงโซ่อาหาร ส่วนผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้แอสตาแซนธินจากการเพาะเลี้ยงสาหร่าย

อัปเดต ก.ย. 2569
หน้าที่ทั่วไป

แอสตาแซนธินคือแคโรทีนอยด์ ซึ่งเป็นกลุ่มของรงควัตถุตามธรรมชาติที่ให้สีแดงส้มแก่ปลาแซลมอน กุ้ง และเคย และโดยทั่วไปถูกอธิบายว่ามีสมบัติต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนี้ยังมีอีกสองประการที่มักถูกกล่าวถึงในเอกสารวิชาการ ประการแรก แอสตาแซนธินไม่ถูกเปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกายมนุษย์ ต่างจากเบต้าแคโรทีน จึงไม่มีฤทธิ์ของวิตามินเอ ประการที่สอง แอสตาแซนธินละลายในไขมัน จึงมักรับประทานพร้อมมื้ออาหารที่มีไขมัน ข้อความเหล่านี้อธิบายตัวส่วนประกอบเอง ไม่ใช่ข้อความเกี่ยวกับผลของผลิตภัณฑ์

เจาะลึกส่วนประกอบ
ข้อมูลระดับสารอาหาร · ไม่ใช่การกล่าวอ้างของผลิตภัณฑ์ข้อมูลระดับสารอาหาร · ไม่ใช่การกล่าวอ้างของผลิตภัณฑ์
01

เกี่ยวกับส่วนประกอบนี้

แอสตาแซนธินอยู่ในกลุ่มแซนโทฟิลล์ ซึ่งเป็นแคโรทีนอยด์สาขาที่มีออกซิเจนเป็นองค์ประกอบ มีสูตรโมเลกุล C40H52O4 มีเพียงสาหร่าย แบคทีเรียบางชนิด และยีสต์บางชนิดเท่านั้นที่สังเคราะห์ได้ ปลาแซลมอน ปลาเทราต์ กุ้ง ปู กุ้งมังกร เคย และไข่ปลาแซลมอน ได้รับแอสตาแซนธินผ่านห่วงโซ่อาหารจากสาหร่ายขนาดเล็กและแพลงก์ตอน แล้วสะสมไว้ในกล้ามเนื้อ เปลือก และไข่ จึงทำให้เนื้อเยื่อเหล่านั้นมีสีชมพูหรือแดง แหล่งเชิงพาณิชย์สำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคือ Haematococcus pluvialis ที่เพาะเลี้ยงขึ้น โดยสาหร่ายจะสะสมแอสตาแซนธินในระยะซีสต์เมื่ออยู่ในภาวะเครียด เช่น แสงจ้าหรือขาดสารอาหาร และ EFSA ระบุว่าผงชีวมวลสาหร่ายแห้งที่ใช้ในอาหารมีแอสตาแซนธินประมาณร้อยละ 5 โดยน้ำหนัก

02

แหล่งที่มาจากอาหาร

แอสตาแซนธินไม่ใช่สารอาหารจำเป็น ไม่มีค่า Thai RDI ไม่มีค่าอ้างอิงสารอาหารของสหภาพยุโรป และโดยทั่วไปไม่ปรากฏในตารางองค์ประกอบอาหาร ในอาหารปกติ แอสตาแซนธินมาจากอาหารทะเลเป็นหลัก ได้แก่ เนื้อปลาแซลมอนและปลาเทราต์ เปลือกและเนื้อของกุ้ง ปู และกุ้งมังกร เคย และไข่ปลาแซลมอน ปริมาณแตกต่างกันมากตามชนิดสัตว์ ฤดูกาล และในกรณีปลาเลี้ยงคือปริมาณแอสตาแซนธินที่ผสมในอาหารสัตว์

03

รูปแบบและการดูดซึม

สิ่งที่ทำให้วัตถุดิบแอสตาแซนธินแต่ละชนิดต่างกันมีสองเรื่อง คือแหล่งที่มาและรูปแบบของวัตถุดิบ แอสตาแซนธินจากสาหร่าย Haematococcus pluvialis เป็นรูปแบบตามธรรมชาติชนิดเดียวกับที่พบในปลาแซลมอนธรรมชาติและเคย และในรูปแบบนี้จะจับอยู่กับกรดไขมันตามธรรมชาติ ส่วนแอสตาแซนธินที่สังเคราะห์ทางเคมีเป็นส่วนผสมของหลายรูปแบบ ซึ่งมีเพียงบางส่วนที่ตรงกับรูปแบบตามธรรมชาติ คำแนะนำการใช้ส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของ อย. ระบุแอสตาแซนธินไว้ภายใต้ Haematococcus pluvialis และกำหนดกรรมวิธีการผลิตเป็นการบดผง การสกัดด้วยคาร์บอนไดออกไซด์เหนือวิกฤต หรือการสกัดด้วยอะซีโตน แอสตาแซนธินละลายในไขมัน ผลิตภัณฑ์จึงมักอยู่ในรูปซอฟต์เจลที่มีน้ำมันเป็นตัวพา และรับประทานพร้อมมื้ออาหารที่มีไขมัน

04

สถานะงานวิจัย

งานวิจัยในมนุษย์เกี่ยวกับแอสตาแซนธินส่วนใหญ่เป็นการศึกษาขนาดเล็กและระยะสั้น โดยทั่วไปมีผู้เข้าร่วมไม่กี่สิบคน ระยะเวลา 4 ถึง 12 สัปดาห์ ที่ปริมาณราว 4 ถึง 12 มก. ต่อวัน บทความทบทวนข้อมูลอย่างเป็นระบบระบุว่างานวิจัยกลุ่มนี้มีความหลากหลายทั้งรูปแบบการศึกษา ปริมาณที่ใช้ และวัตถุดิบ และยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจน

05

ความปลอดภัยและข้อควรระวัง

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแอสตาแซนธินมีไว้สำหรับผู้ใหญ่ และปริมาณพื้นฐานส่วนหนึ่งได้รับจากปลาและสัตว์น้ำเปลือกแข็งอยู่แล้ว จึงไม่ใช่ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กหรือวัยรุ่น โปรดปฏิบัติตามปริมาณที่ระบุบนฉลากของผลิตภัณฑ์ที่ท่านมีเสมอ หากอยู่ระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร กำลังใช้ยาตามใบสั่งแพทย์ หรือมีประวัติแพ้สาหร่ายหรือสัตว์น้ำเปลือกแข็ง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใด ๆ ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค

06

จุดที่ควรตรวจสอบบนฉลาก

มีสี่ประเด็นที่ควรตรวจสอบบนฉลากผลิตภัณฑ์แอสตาแซนธิน ประการแรกคือแหล่งที่มา ควรระบุชื่อ Haematococcus pluvialis ไว้ชัดเจน ประการที่สองคือตัวเลขหน่วยมิลลิกรัมนั้นหมายถึงแอสตาแซนธินเอง หรือหมายถึงสารสกัดสาหร่ายที่มีแอสตาแซนธินอยู่ ตัวอย่างเช่น สารสกัดที่มีแอสตาแซนธินร้อยละ 2 ต้องใช้ 300 มก. จึงให้แอสตาแซนธิน 6 มก. ตัวเลขสองค่านี้จึงใช้แทนกันไม่ได้ ประการที่สามคือมีการระบุชื่อแบรนด์วัตถุดิบหรือไม่ ซึ่งบ่งชี้ถึงห่วงโซ่อุปทานที่ตรวจสอบได้และกรรมวิธีสกัดที่ระบุไว้ ประการที่สี่คือบรรจุภัณฑ์และการเก็บรักษา แอสตาแซนธินเสื่อมสภาพจากแสง ความร้อน และออกซิเจน ซอฟต์เจลในแผงหรือขวดทึบแสงที่เก็บให้พ้นแสงแดดจึงคงปริมาณได้ดีกว่า นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่จำหน่ายในประเทศไทยทุกรายการต้องมีเลขสารบบอาหาร (อย.) บนฉลาก ซึ่งสามารถตรวจสอบได้กับฐานข้อมูลสาธารณะของ อย.

แอสตาแซนธิน vs โคเอนไซม์ คิวเท็น (CoQ10)
คุณลักษณะทั่วไป — ไม่ใช่คำแนะนำ
แอสตาแซนธิน
โคเอนไซม์ คิวเท็น (CoQ10)
แหล่งที่มา
สาหร่ายขนาดเล็ก Haematococcus pluvialis
ได้จากการหมักตามธรรมชาติ
ปริมาณต่อวัน
ตามฉลาก คำแนะนำของ อย. ระบุไม่เกิน 6 มก./วัน
โดยทั่วไป 30 มก./วัน (ตามฉลาก)
ช่วงเวลา
พร้อมมื้ออาหารที่มีไขมัน (ละลายในไขมัน)
พร้อมมื้ออาหาร (ละลายในไขมัน)
จับคู่กับ
โคเอนไซม์ คิวเท็น, วิตามินอี
แอสตาแซนธิน, โอเมก้า-3
อ่านเกี่ยวกับ โคเอนไซม์ คิวเท็น (CoQ10) →
คำถามที่พบบ่อย
แอสตาแซนธินคืออะไร?
แอสตาแซนธินคือแคโรทีนอยด์กลุ่มแซนโทฟิลล์สีแดงส้ม ที่ได้จากสาหร่ายขนาดเล็ก Haematococcus pluvialis และเป็นเม็ดสีเดียวกับที่ทำให้เนื้อปลาแซลมอนและกุ้งมีสีชมพู ในทางเคมีจัดอยู่ในกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่มีสมบัติต้านอนุมูลอิสระ
ควรรับประทานแอสตาแซนธินเมื่อใด?
แอสตาแซนธินละลายในไขมัน จึงนิยมรับประทานพร้อมมื้ออาหารที่มีไขมันเพื่อการดูดซึม โปรดรับประทานตามปริมาณและวิธีที่ระบุบนฉลากของผลิตภัณฑ์
แอสตาแซนธินจากสาหร่ายเหมาะกับผู้ทานมังสวิรัติหรือไม่?
แอสตาแซนธินที่สกัดจากสาหร่าย Haematococcus pluvialis เป็นแหล่งจากพืช อย่างไรก็ตามแคปซูลซอฟต์เจลอาจใช้เจลาตินจากสัตว์ จึงควรตรวจสอบส่วนประกอบบนฉลากของแต่ละผลิตภัณฑ์
แอสตาแซนธิน 6 มก. กับ 8 มก. ต่างกันอย่างไร?
ตัวเลขระบุปริมาณแอสตาแซนธินที่ได้รับต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ไม่ได้ระบุความแตกต่างอื่นของสูตร โปรดรับประทานตามปริมาณที่ระบุบนฉลาก และปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรหากไม่แน่ใจ
แอสตาแซนธินรับประทานได้ทุกวันหรือไม่?
โดยทั่วไปรับประทานเป็นประจำทุกวันตามปริมาณที่ระบุบนฉลาก ทั้งนี้ ฉลากผลิตภัณฑ์ระบุคำเตือนไว้ว่า "เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน" โปรดปฏิบัติตามคำเตือนบนฉลาก ผู้ที่ให้นมบุตร รับประทานยาประจำ หรืออยู่ระหว่างการดูแลของแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน
ข้อความชี้แจงข้อมูลวิชาการ

หน้านี้เป็นข้อมูลความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสารอาหาร โดยอธิบายตัวสารอาหารเอง ไม่ใช่ข้อความเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่ง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจัดเป็นอาหาร ไม่ใช่ยา และไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค เอกสารอ้างอิงที่แสดงไว้ข้างต้นเป็นแหล่งข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณะ ไม่ใช่ข้อความกล่าวอ้างของผลิตภัณฑ์