เควอซิทิน
เควอซิทินคือสารจากพืชในกลุ่มที่เรียกว่าฟลาโวนอยด์ พบได้ในผักและผลไม้หลายชนิด โดยเฉพาะหอมหัวใหญ่และแอปเปิล ในอาหารเควอซิทินมักจับอยู่กับน้ำตาลตามธรรมชาติมากกว่าจะอยู่ในรูปอิสระ ส่วนในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมักอยู่ในรูปอิสระ
เควอซิทินเป็นหนึ่งในสารจากพืชกลุ่มฟลาโวนอยด์ ในระบบทดสอบในห้องปฏิบัติการ ฟลาโวนอยด์ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงถูกจัดกลุ่มไว้เช่นนั้นในเอกสารวิชาการ ประเด็นที่ Linus Pauling Institute ระบุไว้ชัดเจนคือ ฟลาโวนอยด์ถูกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมากในลำไส้และตับ สิ่งที่ปรากฏในกระแสเลือดจึงเป็นสารที่เกิดขึ้นภายหลัง ซึ่งมีคุณสมบัติทางชีวภาพต่างจากสารตั้งต้น หน้านี้อธิบายตัวส่วนประกอบเอง ไม่ใช่ข้อความเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่ง ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค
เกี่ยวกับส่วนประกอบนี้
เควอซิทินอยู่ในตระกูลฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารจากพืชตระกูลใหญ่ ในพืชเควอซิทินแทบไม่พบในรูปเดี่ยว แต่จับอยู่กับน้ำตาลตามธรรมชาติ จึงเป็นเหตุที่บนฉลากบางผลิตภัณฑ์อาจใช้ชื่ออื่น เช่น รูติน
แหล่งที่มาจากอาหาร
เควอซิทินไม่ใช่สารอาหารจำเป็น จึงไม่มีค่า Thai RDI และไม่มีค่าอ้างอิงสารอาหารของสหภาพยุโรป แหล่งอาหารที่ให้เควอซิทินมากที่สุดคือหอมหัวใหญ่ แอปเปิล เคล เชอร์รีหวาน องุ่น กะหล่ำปลีสีม่วง ถั่วแขก ชา และเคเปอร์ ในแอปเปิลเควอซิทินอยู่ที่เปลือกเป็นหลัก ปริมาณที่ได้รับจากอาหารตามปกติต่ำกว่าปริมาณในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมาก มีการประมาณการว่าประชากรสหรัฐฯ ได้รับเควอซิทินจากอาหารเฉลี่ยราว 5.9 มิลลิกรัมต่อวัน และที่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 90 อยู่ที่ราว 14.7 มิลลิกรัมต่อวัน โดยค่าสูงสุดที่ประมาณไว้คือ 258 มิลลิกรัมต่อวัน ขณะที่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมักให้หลายร้อยมิลลิกรัมต่อวัน วัตถุดิบเชิงพาณิชย์ส่วนใหญ่สกัดจากดอกตูมของเจแปนีสพาโกดาทรี หรือจากเปลือกหอมหัวใหญ่
รูปแบบและการดูดซึม
วัตถุดิบเควอซิทินต่างกันที่รูปแบบ ซึ่งมีผลต่อการดูดซึมของร่างกาย ในอาหารเควอซิทินมักจับอยู่กับน้ำตาลตามธรรมชาติ และการดูดซึมจะเร็วหรือช้าขึ้นกับว่ามาจากอาหารชนิดใด ส่วนผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมักใช้เควอซิทินในรูปเดี่ยว ซึ่งละลายน้ำได้ไม่ดี บางสูตรจึงเติมไขมันหรือใช้เทคโนโลยีเพิ่มการละลาย เนื่องจากร่างกายดูดซึมได้เพียงส่วนน้อย ตัวเลขบนฉลากจึงไม่ได้บอกปริมาณที่เข้าสู่กระแสเลือด
สถานะงานวิจัย
งานวิจัยในมนุษย์เกี่ยวกับเควอซิทินในรูปสารเดี่ยวมีจำนวนพอสมควร โดยใช้ปริมาณตั้งแต่ราว 3 มิลลิกรัม จนถึง 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน และมีระยะเวลาส่วนใหญ่ไม่เกินสามเดือน บทความทบทวนข้อมูลด้านความปลอดภัยระบุว่าในการศึกษาเหล่านี้พบรายงานผลไม่พึงประสงค์น้อยและมีความรุนแรงต่ำ แต่ระบุพร้อมกันว่ายังไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เพียงพอสำหรับการประเมินความปลอดภัยของการใช้ปริมาณสูงตั้งแต่ 1,000 มิลลิกรัมขึ้นไปในระยะยาวเกิน 12 สัปดาห์ ข้อจำกัดเชิงวิธีการที่สำคัญคือเควอซิทินในเลือดตรวจพบได้เฉพาะในรูปเมแทบอไลต์ จึงยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมว่าเมแทบอไลต์เหล่านั้นมีคุณสมบัติอย่างไร ปัจจุบันยังไม่มีการอนุมัติข้อความกล่าวอ้างจาก อย. สำหรับผลิตภัณฑ์บนเว็บไซต์นี้ หน้านี้จึงนำเสนอเควอซิทินในหน้านี้ในฐานะส่วนประกอบ ไม่ใช่ในฐานะประโยชน์
ความปลอดภัยและข้อควรระวัง
คำแนะนำการใช้ส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของ อย. ฉบับลงวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 ระบุเควอซิทินไว้ในลำดับที่ 346 โดยกำหนดปริมาณไม่เกิน 1 กรัมต่อวัน และตัวเลขเดียวกันปรากฏซ้ำเป็นเงื่อนไขของวัตถุดิบหลายรายการที่มีเควอซิทินเป็นสารสำคัญ เช่น หอมหัวใหญ่ในลำดับที่ 10 และสตรอว์เบอร์รีในลำดับที่ 142 ในด้านความปลอดภัย Linus Pauling Institute ระบุว่าไม่พบผลไม่พึงประสงค์จากการได้รับฟลาโวนอยด์ปริมาณสูงจากอาหารจากพืช ซึ่งอธิบายได้ด้วยชีวปริมาณออกฤทธิ์ที่ต่ำและการกำจัดออกที่รวดเร็ว แต่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นคนละกรณี ประเด็นที่ระบุไว้เป็นการเฉพาะคือ การได้รับเควอซิทินในปริมาณระดับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอาจมีผลต่อการจัดการยาบางกลุ่มของร่างกาย จึงอาจเกิดปฏิกิริยากับยาได้ และฟลาโวนอยด์ยังอาจลดการดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารจากพืช ผู้ที่ใช้ยาตามใบสั่งแพทย์ ผู้ที่อยู่ระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มรับประทาน และโปรดปฏิบัติตามปริมาณที่ระบุบนฉลากเสมอ เอกสารทบทวนด้านความปลอดภัยที่ตีพิมพ์ระบุว่า ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เพียงพอต่อการประเมินการใช้เควอซิทินขนาดสูงตั้งแต่ 1,000 มิลลิกรัมขึ้นไปเป็นระยะเวลานานกว่า 12 สัปดาห์ ซึ่งเป็นระดับเดียวกับเพดานที่ อย. กำหนด ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค
จุดที่ควรตรวจสอบบนฉลาก
มีสามประเด็นที่ตรวจสอบได้จากฉลากผลิตภัณฑ์เควอซิทิน ประการแรกคือตัวเลขมิลลิกรัมหมายถึงเควอซิทินเอง หรือหมายถึงสารสกัดที่มีเควอซิทินอยู่ในสัดส่วนหนึ่ง สารสกัดที่มีเควอซิทินร้อยละ 95 ต้องใช้ราว 526 มิลลิกรัม จึงให้เควอซิทิน 500 มิลลิกรัม ประการที่สองคือแหล่งที่มาของวัตถุดิบ ซึ่งมักเป็นดอกเจแปนีสพาโกดาทรีหรือเปลือกหอมหัวใหญ่ และควรระบุไว้บนฉลาก ประการที่สามคือส่วนประกอบอื่นในสูตรเดียวกัน เช่น วิตามินซี สังกะสี หรือวิตามินดี ซึ่งแต่ละตัวมีเพดานของตัวเองและต้องนับรวมกับผลิตภัณฑ์อื่นที่รับประทานอยู่ นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่จำหน่ายในประเทศไทยทุกรายการต้องมีเลขสารบบอาหาร (อย.) บนฉลาก
- Linus Pauling Institute (Oregon State University) – ข้อมูลฟลาโวนอยด์ ↗
- Andres et al. (Mol Nutr Food Res 2018) – ประเด็นความปลอดภัยของการใช้เควอซิทินเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ↗
- อย. – คำแนะนำการใช้ส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (8 ก.ค. 2567) ลำดับ 346 เควอซิทิน ↗
หน้านี้เป็นข้อมูลความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสารอาหาร โดยอธิบายตัวสารอาหารเอง ไม่ใช่ข้อความเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่ง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจัดเป็นอาหาร ไม่ใช่ยา และไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค เอกสารอ้างอิงที่แสดงไว้ข้างต้นเป็นแหล่งข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณะ ไม่ใช่ข้อความกล่าวอ้างของผลิตภัณฑ์
เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ เมื่อคุณกดยอมรับ เราจะสามารถแสดงเนื้อหาที่ตรงกับความสนใจของคุณได้มากขึ้น และหากต้องการเปลี่ยนความยินยอม สามารถทำได้ทุกเมื่อโดยคลิก “การตั้งค่าคุกกี้” นโยบายการใช้คุกกี้

