โพรไบโอติก
โพรไบโอติกคือจุลินทรีย์ที่มีชีวิต ซึ่งเมื่อได้รับในปริมาณที่เพียงพอ จะถูกจัดอยู่ในนิยามนี้ตามคำนิยามสากลที่ใช้กันทั่วไป คำนี้ไม่ได้หมายถึงสารเดี่ยว แต่หมายถึงกลุ่มของจุลินทรีย์จำนวนมากที่ต่างกันในระดับสายพันธุ์ ผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดส่วนใหญ่ใช้แบคทีเรียในสกุลแลคโตบาซิลลัสและบิฟิโดแบคทีเรียม รวมถึงยีสต์บางชนิด
โพรไบโอติกถูกจำแนกในระดับสกุล ชนิด และสายพันธุ์ ไม่ใช่ในระดับสารเคมี ซึ่งเป็นข้อแตกต่างสำคัญจากสารอาหารอื่นในหน้าเหล่านี้ ระบบการเรียกชื่อประกอบด้วยสามส่วน เช่น Lacticaseibacillus rhamnosus GG โดยส่วนแรกคือสกุล ส่วนที่สองคือชนิด และส่วนท้ายคือรหัสสายพันธุ์ เอกสารวิชาการระบุตรงกันว่าคุณสมบัติของโพรไบโอติกเป็นเรื่องเฉพาะสายพันธุ์ ข้อมูลจากสายพันธุ์หนึ่งจึงใช้แทนอีกสายพันธุ์หนึ่งไม่ได้ แม้จะเป็นชนิดเดียวกันก็ตาม ปริมาณของโพรไบโอติกวัดเป็นหน่วยโคโลนีฟอร์มมิงยูนิต หรือ CFU ซึ่งนับจำนวนจุลินทรีย์ที่มีชีวิต ไม่ใช่น้ำหนักเป็นมิลลิกรัม หน้านี้อธิบายตัวส่วนประกอบเอง ไม่ใช่ข้อความเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่ง ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค
เกี่ยวกับส่วนประกอบนี้
โพรไบโอติกไม่ใช่สารอาหาร แต่เป็นสิ่งมีชีวิต สกุลที่ใช้ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและอาหารฟังก์ชันส่วนใหญ่มีไม่กี่สกุล ได้แก่ แลคโตบาซิลลัสและสกุลที่แยกออกมาจากแลคโตบาซิลลัส บิฟิโดแบคทีเรียม สเตรปโตค็อกคัส บาซิลลัส และยีสต์สกุลแซคคาโรไมซีส จุดที่ทำให้เรื่องนี้ซับซ้อนขึ้นคือการจัดจำแนกทางอนุกรมวิธานเปลี่ยนแปลงได้ ในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) มีการแบ่งสกุลแลคโตบาซิลลัสเดิมออกเป็นหลายสกุลใหม่ตามหลักฐานทางจีโนม เช่น Lacticaseibacillus และ Limosilactobacillus ทำให้ชื่อบนฉลากเก่าและใหม่อาจหมายถึงสิ่งเดียวกัน
แหล่งที่มาจากอาหาร
โพรไบโอติกไม่ใช่สารอาหารจำเป็น จึงไม่มีค่า Thai RDI และไม่มีค่าอ้างอิงสารอาหารของสหภาพยุโรป ในอาหารปกติ จุลินทรีย์กลุ่มนี้พบในอาหารหมักที่ยังไม่ผ่านความร้อนหลังการหมัก เช่น โยเกิร์ตที่ระบุว่ามีจุลินทรีย์มีชีวิต นมเปรี้ยว กิมจิ ผักดอง มิโสะ และเทมเป้ ในอาหารไทยได้แก่ ผักดองและปลาส้มที่ผ่านการหมักตามธรรมชาติ ข้อสังเกตสำคัญคืออาหารหมักที่ผ่านความร้อน เช่น ขนมปังและอาหารกระป๋อง ไม่มีจุลินทรีย์ที่มีชีวิตเหลืออยู่ และอาหารหมักส่วนใหญ่ไม่ได้ระบุว่าใช้จุลินทรีย์สายพันธุ์ใดหรือมีปริมาณเท่าใด จึงเทียบกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ระบุสายพันธุ์และจำนวน CFU ไว้ชัดเจนไม่ได้โดยตรง วัตถุดิบเชิงพาณิชย์ผลิตโดยการเพาะเลี้ยงสายพันธุ์ที่คัดเลือกไว้ แล้วทำแห้งแบบเยือกแข็ง จุลินทรีย์ที่ได้จึงอยู่ในสภาพพักตัวและกลับมามีชีวิตเมื่อได้รับความชื้น
รูปแบบและการดูดซึม
วัตถุดิบโพรไบโอติกต่างกันสามเรื่อง คือสายพันธุ์ จำนวน CFU และวิธีการคงสภาพให้มีชีวิต การทดลองทางคลินิกส่วนใหญ่ใช้ปริมาณในช่วงราว 1 × 10⁸ ถึง 1 × 10¹⁰ CFU ต่อวัน โดยหลายการศึกษาใช้ราว 1 × 10⁹ CFU ต่อวัน อุปสรรคหลักคือกรดในกระเพาะอาหารและน้ำดี สายพันธุ์ที่ใช้จึงมักถูกคัดเลือกจากความทนกรดและทนน้ำดี ส่วนสายพันธุ์ที่สร้างสปอร์ได้ เช่น Bacillus coagulans ทนความร้อนและกรดได้ดีกว่าโดยธรรมชาติ จึงเก็บได้ที่อุณหภูมิห้อง ผลิตภัณฑ์มีทั้งแคปซูล ผงซอง และเครื่องดื่ม บางผลิตภัณฑ์ต้องเก็บในตู้เย็นและบางผลิตภัณฑ์ไม่ต้อง ซึ่งขึ้นกับสายพันธุ์และเทคโนโลยีการทำแห้ง คำแนะนำเรื่องการรับประทานพร้อมอาหารหรือไม่ ต่างกันไปตามผลิตภัณฑ์ จึงควรอ่านฉลาก
สถานะงานวิจัย
งานวิจัยในมนุษย์เกี่ยวกับโพรไบโอติกมีจำนวนมากและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่มีลักษณะเฉพาะที่ทำให้สรุปรวมได้ยากกว่าสารอาหารทั่วไป คือผลที่พบเป็นเรื่องเฉพาะสายพันธุ์และเฉพาะข้อบ่งใช้ ผลจากสายพันธุ์หนึ่งจึงขยายไปยังสายพันธุ์อื่นไม่ได้ แม้อยู่ในชนิดหรือสกุลเดียวกัน บทความทบทวนข้อมูลและแนวทางปฏิบัติจึงมักเน้นว่าต้องอ้างอิงหลักฐานของสายพันธุ์ที่ระบุไว้จริง ไม่ใช่ของสกุลหรือชนิด ข้อจำกัดที่ตามมาคือผลิตภัณฑ์ที่ระบุเพียงชื่อชนิดโดยไม่ระบุรหัสสายพันธุ์ ไม่สามารถเชื่อมโยงกับงานวิจัยฉบับใดได้โดยตรง ปัจจุบันยังไม่มีการอนุมัติข้อความกล่าวอ้างจาก อย. สำหรับผลิตภัณฑ์บนเว็บไซต์นี้ หน้านี้จึงนำเสนอโพรไบโอติกในหน้านี้ในฐานะส่วนประกอบ ไม่ใช่ในฐานะประโยชน์
ความปลอดภัยและข้อควรระวัง
โพรไบโอติกเป็นข้อยกเว้นในหน้าเหล่านี้ คือไม่ปรากฏในบัญชีแนบท้ายคำแนะนำการใช้ส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของ อย. ฉบับลงวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 เนื่องจากจุลินทรีย์โพรไบโอติกอยู่ภายใต้ประกาศคนละฉบับ ซึ่งกำหนดรายชื่อสายพันธุ์ที่อนุญาตให้ใช้ในอาหาร หน้านี้จึงไม่ระบุตัวเลขปริมาณสูงสุดต่อวันสำหรับโพรไบโอติก และผู้อ่านควรยึดปริมาณที่ระบุบนฉลากของผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ ในด้านความปลอดภัย เอกสารวิชาการระบุตรงกันว่าโพรไบโอติกมีประวัติการใช้ที่ดีในผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรง แต่การประเมินความปลอดภัยต้องทำเป็นรายสายพันธุ์ เนื่องจากมีรายงานการติดเชื้อในกระแสเลือดจากแบคทีเรียกลุ่มแลคโตบาซิลลัสในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือผู้ป่วยหนักในโรงพยาบาล ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ที่มีสายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง ทารก ผู้ที่อยู่ระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร และผู้ที่ใช้ยาตามใบสั่งแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มรับประทาน ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค
จุดที่ควรตรวจสอบบนฉลาก
มีห้าประเด็นที่ตรวจสอบได้จากฉลากผลิตภัณฑ์โพรไบโอติก ประการแรกและสำคัญที่สุดคือฉลากระบุครบทั้งสามส่วนหรือไม่ ได้แก่ สกุล ชนิด และรหัสสายพันธุ์ ผลิตภัณฑ์ที่ระบุเพียงชื่อชนิดไม่สามารถเชื่อมโยงกับงานวิจัยฉบับใดได้ ประการที่สองคือจำนวน CFU และจุดเวลาที่นับ ฉลากบางฉบับระบุจำนวน ณ วันผลิต และบางฉบับระบุจำนวน ณ วันหมดอายุ ซึ่งเป็นตัวเลขคนละความหมาย ประการที่สามคือกรณีที่มีหลายสายพันธุ์ ควรดูว่าระบุจำนวน CFU แยกรายสายพันธุ์หรือระบุเป็นผลรวม ประการที่สี่คือเงื่อนไขการเก็บรักษา ควรระบุว่าต้องเก็บในตู้เย็นหรือเก็บที่อุณหภูมิห้องได้ เพราะจุลินทรีย์เป็นสิ่งมีชีวิตและจำนวนลดลงตามเวลาและอุณหภูมิ ประการที่ห้าคือวันหมดอายุ ซึ่งมีความหมายมากกว่าในผลิตภัณฑ์ทั่วไป นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่จำหน่ายในประเทศไทยทุกรายการต้องมีเลขสารบบอาหาร (อย.) บนฉลาก
- NIH Office of Dietary Supplements – เอกสารข้อเท็จจริงโพรไบโอติก สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ↗
- Zheng et al. (IJSEM 2020) – การจัดจำแนกสกุล Lactobacillus ใหม่ตามหลักฐานทางจีโนม ↗
หน้านี้เป็นข้อมูลความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสารอาหาร โดยอธิบายตัวสารอาหารเอง ไม่ใช่ข้อความเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่ง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจัดเป็นอาหาร ไม่ใช่ยา และไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค เอกสารอ้างอิงที่แสดงไว้ข้างต้นเป็นแหล่งข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณะ ไม่ใช่ข้อความกล่าวอ้างของผลิตภัณฑ์
เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ เมื่อคุณกดยอมรับ เราจะสามารถแสดงเนื้อหาที่ตรงกับความสนใจของคุณได้มากขึ้น และหากต้องการเปลี่ยนความยินยอม สามารถทำได้ทุกเมื่อโดยคลิก “การตั้งค่าคุกกี้” นโยบายการใช้คุกกี้

