น้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณรายละเอียด
แบรนด์สุขภาพและความงามของคนไทย ตั้งแต่ปี 1999·ร้านค้าทางการบน SHOPEE · LAZADA · TIKTOK SHOP · LINEแบรนด์สุขภาพและความงามของคนไทย · ตั้งแต่ปี 1999
ช่องทางการสั่งซื้อ
JAPAN QUALITY·輝く毎日を、内側から。·GMP · ISO · HACCP · FSSC 22000 · HALAL CERTIFIED
ส่วนประกอบ · Vitamin E

วิตามินอี

วิตามินอี คืออะไร?

วิตามินอีคือชื่อรวมของสารประกอบที่ละลายในไขมันแปดชนิด แบ่งเป็นโทโคฟีรอลสี่ชนิดและโทโคไทรอีนอลสี่ชนิด ในบรรดาแปดชนิดนี้ มีเพียงแอลฟา-โทโคฟีรอลที่ร่างกายมนุษย์คงระดับไว้ในเลือด และเป็นรูปที่ใช้กำหนดค่าปริมาณที่แนะนำต่อวัน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารส่วนใหญ่จึงให้แอลฟา-โทโคฟีรอลเป็นหลัก

อัปเดต ก.ย. 2569
หน้าที่ทั่วไป

วิตามินอีคือวิตามินที่ละลายในไขมัน และโดยทั่วไปถูกอธิบายว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทำงานในส่วนที่เป็นไขมันของร่างกาย พบตามธรรมชาติในน้ำมันพืช ถั่วเปลือกแข็ง และเมล็ดพืช และเนื่องจากละลายในไขมันจึงรับประทานพร้อมอาหารที่มีไขมัน วิตามินอีมักถูกกล่าวถึงคู่กับโคเอนไซม์ คิวเท็น เพราะมีการศึกษาทั้งสองสารร่วมกันในห้องปฏิบัติการ ข้อความเหล่านี้อธิบายตัวสารอาหารเอง ไม่ใช่ข้อความเกี่ยวกับผลต่อร่างกาย

เจาะลึกส่วนประกอบ
ข้อมูลระดับสารอาหาร · ไม่ใช่การกล่าวอ้างของผลิตภัณฑ์ข้อมูลระดับสารอาหาร · ไม่ใช่การกล่าวอ้างของผลิตภัณฑ์
01

เกี่ยวกับส่วนประกอบนี้

วิตามินอีเป็นชื่อของตระกูลสารแปดชนิดที่เกี่ยวข้องกัน ไม่ใช่โมเลกุลเดียว ได้แก่ โทโคฟีรอลสี่ชนิดและโทโคไทรอีนอลสี่ชนิด แอลฟา-โทโคฟีรอลถูกใช้เป็นรูปอ้างอิง เพราะเป็นรูปที่ร่างกายเก็บไว้และนำไปใช้ได้มากที่สุด และเป็นรูปที่ใช้ระบุบนฉลากและในค่าปริมาณต่อวัน รูปธรรมชาติสร้างขึ้นโดยพืช ส่วนอีกรูปหนึ่งได้จากการสังเคราะห์ ซึ่งทั้งสองไม่เท่ากัน ดังที่อธิบายในหัวข้อถัดไป

02

แหล่งที่มาจากอาหาร

ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดพืช และน้ำมันพืช เป็นแหล่งแอลฟา-โทโคฟีรอลที่ดีที่สุด และผักใบเขียวกับซีเรียลเสริมสารอาหารก็ให้ในปริมาณที่มีความหมาย ข้อสังเกตที่ NIH ODS ระบุไว้คือ วิตามินอีส่วนใหญ่ในอาหารของชาวอเมริกันอยู่ในรูปแกมมา-โทโคฟีรอล ซึ่งมาจากน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันคาโนลา น้ำมันข้าวโพด และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากน้ำมันเหล่านั้น ไม่ใช่รูปแอลฟาที่ใช้กำหนดค่าที่แนะนำ ค่าปริมาณสารอาหารที่แนะนำต่อวันของสหรัฐฯ สำหรับผู้ใหญ่อยู่ที่ 15 มิลลิกรัมของแอลฟา-โทโคฟีรอล และค่า Daily Value ที่ใช้บนฉลากอาหารของสหรัฐฯ ก็เท่ากับ 15 มิลลิกรัม สำหรับผู้ใหญ่และเด็กอายุตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป วัตถุดิบเชิงพาณิชย์มีสองสาย คือการสกัดจากน้ำมันพืชและการสังเคราะห์ทางเคมี

03

รูปแบบและการดูดซึม

ความต่างที่สำคัญที่สุดของวัตถุดิบวิตามินอีคือธรรมชาติกับสังเคราะห์ รูปธรรมชาติบนฉลากเขียนว่า d-แอลฟา-โทโคฟีรอล ส่วนรูปสังเคราะห์เขียนว่า dl-แอลฟา-โทโคฟีรอล ซึ่งเป็นส่วนผสมของหลายรูปที่เกี่ยวข้องกัน และร่างกายคงไว้เพียงบางรูปเท่านั้น NIH ODS จึงระบุว่าแอลฟา-โทโคฟีรอลสังเคราะห์ในน้ำหนักมิลลิกรัมเท่ากัน มีกิจกรรมเพียงครึ่งหนึ่งของรูปธรรมชาติ ตัวเลขแปลงหน่วยที่ใช้คือ 1 มิลลิกรัม เท่ากับ 1.49 IU สำหรับรูปธรรมชาติ และ 2.22 IU สำหรับรูปสังเคราะห์ ดังนั้น 15 มิลลิกรัมของรูปธรรมชาติเท่ากับ 22.4 IU ขณะที่ 15 มิลลิกรัมของรูปสังเคราะห์เท่ากับ 33.3 IU นอกจากนี้วัตถุดิบมักอยู่ในรูปเอสเทอร์เพื่อยืดอายุการเก็บรักษา และเนื่องจากละลายในไขมันจึงควรรับประทานพร้อมมื้ออาหารที่มีไขมัน

04

สถานะงานวิจัย

งานวิจัยในมนุษย์เกี่ยวกับวิตามินอีมีการทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุมขนาดใหญ่หลายฉบับ รวมถึงการศึกษาที่ให้วิตามินอี 400 IU ร่วมกับวิตามินซี ในผู้เข้าร่วมหลายพันคนเป็นเวลาหลายปี ลักษณะสำคัญของฐานหลักฐานนี้คือการทดลองจำนวนมากให้วิตามินอีร่วมกับสารอื่น เช่น วิตามินซี เบต้าแคโรทีน ซีลีเนียม และสังกะสี ซึ่งทำให้แยกผลของวิตามินอีออกมาต่างหากได้ยาก อีกประเด็นหนึ่งคือการทดลองส่วนใหญ่ใช้ปริมาณที่สูงกว่าค่าที่แนะนำต่อวันมาก จึงไม่สะท้อนการได้รับจากอาหารตามปกติ ปัจจุบันยังไม่มีการอนุมัติข้อความกล่าวอ้างจาก อย. สำหรับผลิตภัณฑ์บนเว็บไซต์นี้ หน้านี้จึงนำเสนอวิตามินอีในหน้านี้ในฐานะส่วนประกอบ ไม่ใช่ในฐานะประโยชน์

05

ความปลอดภัยและข้อควรระวัง

คณะกรรมการอาหารและโภชนาการของสหรัฐฯ กำหนดค่าปริมาณสูงสุดที่ยอมรับได้ต่อวัน (UL) ของวิตามินอีสำหรับผู้ใหญ่ไว้ที่ 1,000 มิลลิกรัมของแอลฟา-โทโคฟีรอลจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยใช้กับทั้งรูปธรรมชาติและรูปสังเคราะห์ สำหรับผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรอายุ 14 ถึง 18 ปี ค่านี้อยู่ที่ 800 มิลลิกรัม ประเด็นด้านความปลอดภัยที่กล่าวถึงบ่อยที่สุดคือความเสี่ยงต่อการมีเลือดออกที่เพิ่มขึ้นเมื่อได้รับปริมาณสูง ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด และผู้ที่กำลังจะเข้ารับการผ่าตัด จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อน ข้อสังเกตเฉพาะสำหรับประเทศไทยคือ วิตามินอีไม่ปรากฏเป็นรายการเดี่ยวในบัญชีแนบท้ายคำแนะนำการใช้ส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของ อย. ฉบับ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 เนื่องจากวิตามินอยู่ภายใต้ประกาศคนละฉบับ หน้านี้จึงไม่ระบุตัวเลขเพดานของ อย. สำหรับวิตามินอี ผู้ที่อยู่ระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร และผู้ที่ใช้ยาตามใบสั่งแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มรับประทาน และโปรดปฏิบัติตามปริมาณที่ระบุบนฉลากเสมอ ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค

06

จุดที่ควรตรวจสอบบนฉลาก

มีห้าประเด็นที่ตรวจสอบได้จากฉลากผลิตภัณฑ์วิตามินอี ประการแรกและสำคัญที่สุดคือคำนำหน้า d หรือ dl ซึ่งบอกว่าเป็นรูปธรรมชาติหรือสังเคราะห์ และมีผลโดยตรงต่อการแปลงหน่วย IU เป็นมิลลิกรัม ประการที่สองคือคำต่อท้ายว่าอะซิเตตหรือซักซิเนต ซึ่งเป็นรูปเอสเทอร์ที่ใช้เพื่อความคงตัว และตามหลังได้ทั้ง d และ dl คำต่อท้ายจึงไม่ได้บอกที่มา ตัวบ่งชี้ที่มาคือคำนำหน้า ประการที่สามคือหน่วยที่ใช้ ฉลากรุ่นเก่าและสินค้านำเข้าบางรายการยังใช้ IU ขณะที่ฉลากรุ่นใหม่ใช้มิลลิกรัม 400 IU ของรูปธรรมชาติเท่ากับ 268 มิลลิกรัม ส่วน 400 IU ของรูปสังเคราะห์เท่ากับ 180 มิลลิกรัม ประการที่สี่คือคำว่าโทโคฟีรอลผสม ซึ่งหมายถึงส่วนผสมของแอลฟา เบต้า แกมมา และเดลตา โดยอาจไม่ระบุสัดส่วน จึงไม่เท่ากับแอลฟา-โทโคฟีรอลล้วน ประการที่ห้าคือการเก็บรักษาให้พ้นแสงและความร้อน นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่จำหน่ายในประเทศไทยทุกรายการต้องมีเลขสารบบอาหาร (อย.) บนฉลาก

คำถามที่พบบ่อย
วิตามินอีคืออะไร
วิตามินอีคือชื่อรวมของสารประกอบที่ละลายในไขมันแปดชนิด แบ่งเป็นโทโคฟีรอลสี่ชนิดและโทโคไทรอีนอลสี่ชนิด ในบรรดาแปดชนิดนี้ มีเพียงแอลฟา-โทโคฟีรอลที่ร่างกายมนุษย์คงระดับไว้ในเลือด และเป็นรูปที่ใช้กำหนดค่าที่แนะนำต่อวัน ซึ่งอยู่ที่ 15 มิลลิกรัมสำหรับผู้ใหญ่
รับประทานวิตามินอีตอนไหนดี
วิตามินอีละลายในไขมัน จึงนิยมรับประทานพร้อมมื้ออาหารที่มีไขมัน เนื่องจากสารที่ละลายในไขมันถูกดูดซึมไปพร้อมกับไขมันในอาหาร วัตถุดิบมักอยู่ในรูปเอสเทอร์ เช่น อะซิเตต เพื่อยืดอายุการเก็บรักษา และควรเก็บให้พ้นแสงและความร้อน
ทำไมวิตามินอีจึงมักอยู่ในสูตรเดียวกับแอสตาแซนธิน
ทั้งสองละลายในไขมันเหมือนกัน จึงจัดสูตรร่วมกันในระบบตัวพาที่เป็นน้ำมันได้ และรับประทานพร้อมมื้ออาหารที่มีไขมันเช่นเดียวกัน สิ่งที่ควรตรวจสอบคือปริมาณของแต่ละตัวแยกกัน โดยฉลากวิตามินอีควรระบุคำนำหน้า d หรือ dl เพราะมีผลต่อการแปลงหน่วย IU เป็นมิลลิกรัม
วิตามินอีรับประทานร่วมกับผลิตภัณฑ์อื่นได้หรือไม่
วิตามินอีมักถูกจัดอยู่ในสูตรร่วมกับส่วนประกอบอื่น เช่น แอสตาแซนธินหรือวิตามินซี หากรับประทานหลายผลิตภัณฑ์ ควรรวมปริมาณของแต่ละส่วนประกอบจากทุกผลิตภัณฑ์ให้ไม่เกินปริมาณที่ระบุบนฉลาก ผู้ที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด หรือมีกำหนดเข้ารับการผ่าตัด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค
วิตามินอี 400 IU เท่ากับกี่มิลลิกรัม
ขึ้นกับว่าเป็นรูปธรรมชาติหรือรูปสังเคราะห์ 400 IU ของรูปธรรมชาติ ซึ่งฉลากเขียนว่า d-แอลฟา-โทโคฟีรอล เท่ากับ 268 มิลลิกรัม ส่วน 400 IU ของรูปสังเคราะห์ ซึ่งฉลากเขียนว่า dl-แอลฟา-โทโคฟีรอล เท่ากับ 180 มิลลิกรัม อัตราส่วนที่ใช้คือ 1 มิลลิกรัม เท่ากับ 1.49 IU สำหรับรูปธรรมชาติ และ 2.22 IU สำหรับรูปสังเคราะห์ หากฉลากไม่ระบุคำนำหน้า ก็ไม่สามารถแปลงหน่วยได้อย่างน่าเชื่อถือ
แหล่งอ้างอิง
  1. NIH Office of Dietary Supplements – เอกสารข้อเท็จจริงวิตามินอี สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ↗
  2. Linus Pauling Institute (Oregon State University) – ข้อมูลวิตามินอี ↗
ข้อมูลอ้างอิงเชิงให้ความรู้ทั่วไป — ไม่ใช่การอ้างสรรพคุณผลิตภัณฑ์
ข้อความชี้แจงข้อมูลวิชาการ

หน้านี้เป็นข้อมูลความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสารอาหาร โดยอธิบายตัวสารอาหารเอง ไม่ใช่ข้อความเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่ง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจัดเป็นอาหาร ไม่ใช่ยา และไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค เอกสารอ้างอิงที่แสดงไว้ข้างต้นเป็นแหล่งข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณะ ไม่ใช่ข้อความกล่าวอ้างของผลิตภัณฑ์