โอเมก้า-3 / ดีเอชเอ
โอเมก้า-3 คือกลุ่มของกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ที่มีพันธะคู่ตำแหน่งแรกอยู่ห่างจากปลายเมทิลของสายสามคาร์บอน สมาชิกที่กล่าวถึงบ่อยที่สุดมีสามชนิด คือ ALA จากพืช และ EPA กับ DHA ซึ่งเป็นสายยาวและพบมากในปลาทะเลและสาหร่ายบางชนิด ร่างกายมนุษย์เปลี่ยน ALA เป็น EPA และ DHA ได้ในสัดส่วนที่จำกัด
โอเมก้า-3 คือกลุ่มของกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ALA จัดเป็นกรดไขมันจำเป็น เพราะร่างกายสร้างเองไม่ได้และต้องได้รับจากอาหาร ส่วน EPA และ DHA คือโอเมก้า-3 สองชนิดที่พบในปลาทะเลที่มีไขมันสูงและในน้ำมันปลา ซึ่งเป็นชนิดที่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารส่วนใหญ่ใช้เป็นหลัก DHA เป็นองค์ประกอบตามปกติของเยื่อหุ้มเซลล์ และร่างกายใช้ทั้ง EPA และ DHA ในกระบวนการตามปกติ ปริมาณ EPA และ DHA ที่ได้รับต่อหนึ่งหน่วยบริโภคระบุไว้บนฉลาก
เกี่ยวกับส่วนประกอบนี้
โอเมก้า-3 เป็นชื่อเรียกของกลุ่ม ไม่ใช่ชื่อของสารเดี่ยว สมาชิกหลักมีสามชนิด ได้แก่ ALA, EPA และ DHA โดย ALA สร้างขึ้นโดยพืช โดยเฉพาะเมล็ดแฟลกซ์ เมล็ดเจีย และวอลนัต ส่วน EPA และ DHA มีต้นทางจากสาหร่ายขนาดเล็กในทะเล แล้วสะสมขึ้นไปตามห่วงโซ่อาหารจนถึงปลาทะเล ปลาจึงไม่ได้สร้าง EPA และ DHA ขึ้นเอง
แหล่งที่มาจากอาหาร
ALA เป็นกรดไขมันจำเป็นและมีค่าปริมาณที่เพียงพอต่อวัน (AI) ของสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 1.6 กรัมสำหรับผู้ชายและ 1.1 กรัมสำหรับผู้หญิง ส่วน EPA และ DHA ไม่มีค่า RDA แยกต่างหาก โดยคณะกรรมการของสหรัฐฯ กำหนดช่วงการกระจายพลังงานที่ยอมรับได้ของโอเมก้า-3 ในรูป ALA ไว้ที่ร้อยละ 0.6 ถึง 1.2 ของพลังงาน และระบุว่าราวร้อยละ 10 ของช่วงนั้นอาจมาจาก EPA หรือ DHA ในอาหารปกติ ALA มาจากน้ำมันพืช เมล็ดแฟลกซ์ เมล็ดเจีย และถั่วเปลือกแข็ง ส่วน EPA และ DHA มาจากปลาทะเลที่มีไขมันสูง เช่น ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปลาแมกเคอเรล และปลาทู ปริมาณต่อหนึ่งหน่วยบริโภคต่างกันมากตามชนิดปลา ฤดูกาล และในกรณีปลาเลี้ยงคือสูตรอาหารสัตว์ วัตถุดิบเชิงพาณิชย์มีสองสาย คือน้ำมันปลาจากปลากะตัก ปลาซาร์ดีน ปลาแซลมอนและปลาทูน่า และน้ำมันสาหร่ายที่เพาะเลี้ยง ซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับผู้ไม่รับประทานปลา
รูปแบบและการดูดซึม
วัตถุดิบโอเมก้า-3 ต่างกันสามเรื่อง คือชนิดของกรดไขมัน รูปทางเคมี และความเข้มข้น น้ำมันปลาธรรมชาติอยู่ในรูปไตรกลีเซอไรด์ เมื่อผ่านกระบวนการทำให้เข้มข้นจะได้รูปเอทิลเอสเทอร์ และหากเปลี่ยนกลับเป็นไตรกลีเซอไรด์อีกครั้งจะเรียกว่ารีเอสเทอริไฟด์ไตรกลีเซอไรด์ หรือ rTG เอกสารของ NIH ODS ระบุว่ารูปไตรกลีเซอไรด์ ทั้งแบบธรรมชาติและแบบรีเอสเทอริไฟด์ รวมถึงรูปกรดไขมันอิสระ มีชีวปริมาณออกฤทธิ์สูงกว่ารูปเอทิลเอสเทอร์อยู่บ้าง แต่ทุกรูปแบบเพิ่มระดับในเลือดได้ น้ำมันคริลล์ให้โอเมก้า-3 ในรูปฟอสโฟลิพิดเป็นหลัก และน้ำมันสาหร่ายมักให้ DHA ราว 100 ถึง 300 มิลลิกรัม โดยอยู่ในรูปไตรกลีเซอไรด์ เนื่องจากเป็นน้ำมัน ผลิตภัณฑ์จึงมักเป็นซอฟต์เจลและรับประทานพร้อมมื้ออาหาร
สถานะงานวิจัย
งานวิจัยในมนุษย์เกี่ยวกับ EPA และ DHA มีจำนวนมากและรวมถึงการทดลองขนาดใหญ่ที่มีผู้เข้าร่วมหลายพันคน จึงเป็นฐานหลักฐานที่กว้างกว่าสารอื่นหลายชนิดในหน้าเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม การทดลองเหล่านั้นใช้ปริมาณ รูปทางเคมี และประชากรที่ต่างกันมาก ทำให้ผลไม่สอดคล้องกันเสมอไป และบทความทบทวนข้อมูลอย่างเป็นระบบมักระบุว่าความหลากหลายนี้เป็นข้อจำกัดสำคัญ ในสหภาพยุโรปมีข้อความกล่าวอ้างทางสุขภาพที่ได้รับอนุญาตสำหรับ EPA และ DHA อยู่บางรายการ ซึ่งเป็นระบบคนละระบบกับของประเทศไทย และไม่สามารถนำมาใช้บนฉลากหรือสื่อโฆษณาในประเทศไทยได้ สำหรับผลิตภัณฑ์บนเว็บไซต์นี้ยังไม่มีการอนุมัติข้อความกล่าวอ้างจาก อย. หน้านี้จึงนำเสนอโอเมก้า-3 ในหน้านี้ในฐานะส่วนประกอบ ไม่ใช่ในฐานะประโยชน์
ความปลอดภัยและข้อควรระวัง
คำแนะนำการใช้ส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของ อย. ฉบับลงวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 ระบุน้ำมันปลาและน้ำมันปลาเข้มข้นไว้ในลำดับที่ 374 โดยกำหนดปริมาณ EPA และ DHA รวมกันไม่เกิน 1 กรัมต่อวัน และให้คุณภาพหรือมาตรฐานเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยน้ำมันปลา เพดานเดียวกันนี้ใช้กับน้ำมันปลาชนิดอื่นและน้ำมันสาหร่ายในลำดับถัดไปด้วย ตัวเลขนี้ต่ำกว่าที่หน่วยงานอื่นระบุอย่างชัดเจน คณะกรรมการของสหรัฐฯ ไม่ได้กำหนดค่าปริมาณสูงสุดที่ยอมรับได้สำหรับโอเมก้า-3 ขณะที่ EFSA ระบุว่าการรับประทาน EPA และ DHA รวมกันถึงราว 5 กรัมต่อวันในระยะยาวยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย ในประเทศไทยจึงให้ยึดตัวเลขของ อย. เป็นหลัก มีรายงานว่าปริมาณตั้งแต่ 2 ถึง 15 กรัมต่อวันอาจทำให้เวลาการแข็งตัวของเลือดยาวขึ้น ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด ผู้ที่กำลังจะเข้ารับการผ่าตัด ผู้ที่แพ้ปลาหรือสัตว์น้ำเปลือกแข็ง และผู้ที่อยู่ระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มรับประทาน และโปรดปฏิบัติตามปริมาณที่ระบุบนฉลากเสมอ ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค
จุดที่ควรตรวจสอบบนฉลาก
มีห้าประเด็นที่ตรวจสอบได้จากฉลากผลิตภัณฑ์โอเมก้า-3 ประการแรกและสำคัญที่สุดคือตัวเลขที่ควรอ่านไม่ใช่ปริมาณน้ำมันปลา แต่คือปริมาณ EPA และ DHA ซอฟต์เจลน้ำมันปลา 1,000 มิลลิกรัม อาจให้ EPA รวม DHA เพียงราว 300 มิลลิกรัม ประการที่สองคือรูปทางเคมี ควรระบุว่าเป็นไตรกลีเซอไรด์ รีเอสเทอริไฟด์ไตรกลีเซอไรด์ หรือเอทิลเอสเทอร์ ประการที่สามคือชนิดของปลาหรือสาหร่ายที่เป็นต้นทาง ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้แพ้อาหารทะเลและผู้ไม่รับประทานปลา ประการที่สี่คือค่าที่บ่งชี้ความสดของน้ำมัน เช่น ค่าเพอร์ออกไซด์หรือค่าโทเทิลออกซิเดชัน ซึ่งบางผลิตภัณฑ์แสดงไว้ น้ำมันปลาเกิดออกซิเดชันได้ง่าย การเก็บให้พ้นแสงและความร้อนจึงมีผล ประการที่ห้าคือมาตรฐานคุณภาพตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยน้ำมันปลา นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่จำหน่ายในประเทศไทยทุกรายการต้องมีเลขสารบบอาหาร (อย.) บนฉลาก
- NIH Office of Dietary Supplements – เอกสารข้อเท็จจริงกรดไขมันโอเมก้า-3 สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ↗
- Linus Pauling Institute (Oregon State University) – กรดไขมันจำเป็น ↗
- อย. – คำแนะนำการใช้ส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (8 ก.ค. 2567) ลำดับ 374 น้ำมันปลา ↗
หน้านี้เป็นข้อมูลความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสารอาหาร โดยอธิบายตัวสารอาหารเอง ไม่ใช่ข้อความเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่ง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจัดเป็นอาหาร ไม่ใช่ยา และไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค เอกสารอ้างอิงที่แสดงไว้ข้างต้นเป็นแหล่งข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณะ ไม่ใช่ข้อความกล่าวอ้างของผลิตภัณฑ์
เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ เมื่อคุณกดยอมรับ เราจะสามารถแสดงเนื้อหาที่ตรงกับความสนใจของคุณได้มากขึ้น และหากต้องการเปลี่ยนความยินยอม สามารถทำได้ทุกเมื่อโดยคลิก “การตั้งค่าคุกกี้” นโยบายการใช้คุกกี้


