คอลลาเจน
คอลลาเจนคือโปรตีนโครงสร้างที่ประกอบกันเป็นโครงร่างเส้นใยของผิวหนัง กระดูก เอ็น และกระดูกอ่อนในสัตว์ และเป็นโปรตีนที่พบมากที่สุดในร่างกายมนุษย์ ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในรูปโปรตีนทั้งโมเลกุล แต่อยู่ในรูปคอลลาเจนเปปไทด์ ซึ่งคือโปรตีนชนิดเดียวกันที่ถูกย่อยให้เป็นชิ้นสั้นลง เพื่อให้รับประทานและดูดซึมได้ง่ายขึ้น
ในทางโภชนาการ คอลลาเจนถูกจัดเป็นโปรตีน และจัดอยู่ในกลุ่มโปรตีนที่ไม่สมบูรณ์ เนื่องจากไม่ได้ให้กรดอะมิโนจำเป็นครบทุกชนิด องค์ประกอบกรดอะมิโนของคอลลาเจนต่างจากโปรตีนทั่วไปอย่างชัดเจน คือมีไกลซีน โพรลีน และไฮดรอกซีโพรลีนในสัดส่วนสูงผิดจากโปรตีนอื่น โดยไฮดรอกซีโพรลีนแทบไม่พบในโปรตีนชนิดอื่น ห้องปฏิบัติการจึงใช้ปริมาณไฮดรอกซีโพรลีนเป็นตัวบ่งชี้ปริมาณคอลลาเจนในตัวอย่าง นอกจากนี้ร่างกายยังสร้างคอลลาเจนขึ้นเองได้ และกระบวนการดังกล่าวต้องอาศัยวิตามินซี
เกี่ยวกับส่วนประกอบนี้
คอลลาเจนไม่ใช่โมเลกุลเดี่ยว แต่เป็นตระกูลของโปรตีนที่เกี่ยวข้องกัน โดยชนิดที่หนึ่ง (type I) เป็นชนิดที่พบมากที่สุดในผิวหนัง กระดูก และเอ็น ในผิวหนังมนุษย์ คอลลาเจนคิดเป็นราวร้อยละ 80 ของน้ำหนักแห้ง และในจำนวนนั้นเป็นคอลลาเจนชนิดที่หนึ่งราวร้อยละ 90 คอลลาเจนพบเฉพาะในสัตว์ พืชไม่สร้างคอลลาเจน
แหล่งที่มาจากอาหาร
คอลลาเจนไม่ใช่สารอาหารจำเป็น ร่างกายสร้างขึ้นเองได้ จึงไม่มีค่า Thai RDI ไม่มีค่าอ้างอิงสารอาหารของสหภาพยุโรป และตารางองค์ประกอบอาหารโดยทั่วไปไม่แสดงคอลลาเจนเป็นรายการแยก ในอาหารปกติ คอลลาเจนมาจากส่วนของสัตว์ที่เป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ได้แก่ หนังหมู ขาหมู เอ็นวัว หนังไก่ ตีนไก่ หนังและเกล็ดปลา รวมถึงอาหารที่ได้จากการเคี่ยวกระดูกและเจลาตินในขนมหวาน ปริมาณจึงขึ้นกับส่วนของสัตว์และวิธีปรุงมากกว่าชนิดของสัตว์ อาหารจากพืชไม่มีคอลลาเจนเลย เนื่องจากตารางอาหารไม่ได้ระบุคอลลาเจนโดยตรง งานวิเคราะห์จึงมักวัดผ่านปริมาณไฮดรอกซีโพรลีนแทน วัตถุดิบเชิงพาณิชย์มาจากหนัง กระดูก เกล็ดและหนังปลา โดยผ่านการปรับสภาพ สกัดด้วยน้ำร้อนได้เป็นเจลาติน แล้วย่อยต่อจนได้คอลลาเจนเปปไทด์
รูปแบบและการดูดซึม
สิ่งที่ทำให้วัตถุดิบคอลลาเจนต่างกันมีสามเรื่อง คือขนาดโมเลกุล ชนิดของคอลลาเจน และสัตว์ต้นทาง เจลาตินคือคอลลาเจนที่ถูกทำให้เสียสภาพด้วยความร้อน ส่วนคอลลาเจนเปปไทด์คือเจลาตินที่ถูกย่อยต่อจนมีขนาดเล็กลงมาก ในงานวิจัยที่วัดในเลือดมนุษย์ พบว่าคอลลาเจนเปปไทด์ถูกดูดซึมและตรวจพบได้ในเลือดภายในราว 1 ถึง 2 ชั่วโมงหลังรับประทาน และพบได้มากกว่าเจลาตินที่ยังไม่ย่อย สัตว์ต้นทางที่ใช้ทั่วไปคือปลา วัว หมู และไก่ ซึ่งเป็นประเด็นด้านอาหารและความเชื่อสำหรับผู้บริโภคชาวไทยจำนวนหนึ่ง ส่วนคอลลาเจนชนิดที่สองจากกระดูกอ่อนอกไก่เป็นคนละรายการกัน คอลลาเจนเปปไทด์ละลายน้ำ จึงมีทั้งรูปผงชง เครื่องดื่มพร้อมดื่ม เม็ด และเยลลี่ และไม่จำเป็นต้องรับประทานพร้อมไขมัน
สถานะงานวิจัย
งานวิจัยในมนุษย์เกี่ยวกับคอลลาเจนเปปไทด์มีจำนวนไม่น้อย แต่ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาระยะสั้น บทความทบทวนข้อมูลอย่างเป็นระบบและเมตาวิเคราะห์ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nutrients ปี 2566 (ค.ศ. 2023) รวบรวมการทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุม 26 ฉบับ ผู้เข้าร่วมรวม 1,721 คน ระยะเวลา 2 ถึง 12 สัปดาห์ ปริมาณที่ศึกษามีช่วงกว้าง ตั้งแต่น้อยกว่า 1 กรัม ถึง 12 กรัมต่อวัน ในจำนวนนี้ 14 ฉบับใช้คอลลาเจนจากปลา และ 9 ฉบับไม่ได้ระบุแหล่งที่มาของวัตถุดิบ ผู้เข้าร่วมเกือบทั้งหมดเป็นผู้หญิง คณะผู้วิจัยประเมินความเสี่ยงของอคติเองและพบข้อมูลผลลัพธ์ขาดหายใน 13 ฉบับ พร้อมระบุว่ายังต้องมีการทดลองขนาดใหญ่เพิ่มเติม ในสหภาพยุโรป มีการยื่นขออนุญาตข้อความกล่าวอ้างทางสุขภาพสำหรับคอลลาเจนไฮโดรไลเซทตามมาตรา 13(5) สองครั้ง คือปี 2554 และปี 2556 (ค.ศ. 2011 และ 2013) และคณะกรรมการของ EFSA สรุปทั้งสองครั้งว่ายังไม่สามารถสรุปความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลได้ ปัจจุบันจึงยังไม่มีข้อความกล่าวอ้างทางสุขภาพสำหรับคอลลาเจนที่ได้รับอนุญาตในสหภาพยุโรป และยังไม่มีการอนุมัติจาก อย. สำหรับผลิตภัณฑ์บนเว็บไซต์นี้
ความปลอดภัยและข้อควรระวัง
คำแนะนำการใช้ส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของ อย. ฉบับลงวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 ระบุคอลลาเจน คอลลาเจนเปปไทด์ คอลลาเจนไฮโดรไลเซท คอลลาเจนไดเปปไทด์ และคอลลาเจนไตรเปปไทด์ ไว้ในลำดับที่ 342 โดยกำหนดปริมาณคอลลาเจนรวมไม่เกิน 10 กรัมต่อวัน และระบุแหล่งที่มาเป็นหนังปลา หนังหมู และหนังวัว ส่วนคอลลาเจนจากหอยเป๋าฮื้อ (ลำดับที่ 343) นับรวมอยู่ในเพดาน 10 กรัมเดียวกัน ขณะที่คอลลาเจนชนิดที่สองจากกระดูกอ่อนอกไก่ (ลำดับที่ 344) เป็นคนละรายการและกำหนดไว้ไม่เกิน 1 กรัมต่อวัน คอลลาเจนคือโปรตีน ปริมาณที่รับประทานจึงนับรวมเป็นโปรตีนที่ได้รับต่อวันด้วย ผู้ที่แพ้ปลาหรือสัตว์น้ำเปลือกแข็งควรอ่านแหล่งที่มาของวัตถุดิบบนฉลาก เพราะคอลลาเจนจากปลาจัดเป็นสารก่อภูมิแพ้ที่ต้องแสดงบนฉลาก ผู้ที่อยู่ระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ผู้ที่ใช้ยาตามใบสั่งแพทย์ และผู้ที่ได้รับคำแนะนำให้จำกัดปริมาณโปรตีน ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใด ๆ และโปรดปฏิบัติตามปริมาณที่ระบุบนฉลากของผลิตภัณฑ์ที่ท่านมีเสมอ ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค
จุดที่ควรตรวจสอบบนฉลาก
มีห้าประเด็นที่ตรวจสอบได้จากฉลากผลิตภัณฑ์คอลลาเจน ประการแรกคือสัตว์ต้นทางและส่วนที่ใช้ ฉลากควรระบุว่าเป็นหนังปลา หนังวัว หนังหมู หรือกระดูกอ่อนไก่ ไม่ใช่คำว่าคอลลาเจนลอย ๆ ประการที่สองคือคำที่ใช้เรียกวัตถุดิบ เพราะคำว่าเจลาติน คอลลาเจน และคอลลาเจนเปปไทด์หรือไฮโดรไลซ์ หมายถึงขนาดโมเลกุลที่ต่างกัน ประการที่สามคือตัวเลขน้ำหนักบนฉลากหมายถึงคอลลาเจนเปปไทด์ล้วน หรือหมายถึงผงผสมทั้งซองที่มีน้ำตาลและสารแต่งกลิ่นรวมอยู่ด้วย ซองขนาด 5,000 มิลลิกรัมจึงไม่ได้แปลว่าให้เปปไทด์ 5,000 มิลลิกรัมเสมอไป ประการที่สี่คือหากฉลากระบุขนาดของเปปไทด์ ควรดูว่าเป็นค่าเฉลี่ยหรือค่าต่ำสุด เพราะแต่ละแบรนด์ระบุไม่เหมือนกัน ประการที่ห้าคือเครื่องหมายรับรองฮาลาล ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญเมื่อวัตถุดิบมาจากสุกร นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่จำหน่ายในประเทศไทยทุกรายการต้องมีเลขสารบบอาหาร (อย.) บนฉลาก ซึ่งตรวจสอบได้กับฐานข้อมูลสาธารณะของ อย.
- EFSA – ความเห็นทางวิทยาศาสตร์เรื่องข้อความกล่าวอ้างสุขภาพของคอลลาเจนไฮโดรไลเซทกับการรักษาสภาพข้อต่อ ตามมาตรา 13(5) (2011) ↗
- EFSA – ความเห็นทางวิทยาศาสตร์เรื่องข้อความกล่าวอ้างสุขภาพของ VeriSol(R)P กับการเปลี่ยนแปลงความยืดหยุ่นของผิว ตามมาตรา 13(5) (2013) ↗
- Nutrients (MDPI) – การทบทวนอย่างเป็นระบบและเมตาวิเคราะห์การทดลองทางคลินิกของคอลลาเจนไฮโดรไลซ์ 26 ฉบับ (2023) ↗
- อย. – คำแนะนำการใช้ส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (8 ก.ค. 2567) ลำดับ 342 คอลลาเจน ↗
หน้านี้เป็นข้อมูลความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสารอาหาร โดยอธิบายตัวสารอาหารเอง ไม่ใช่ข้อความเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่ง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจัดเป็นอาหาร ไม่ใช่ยา และไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค เอกสารอ้างอิงที่แสดงไว้ข้างต้นเป็นแหล่งข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณะ ไม่ใช่ข้อความกล่าวอ้างของผลิตภัณฑ์
เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ เมื่อคุณกดยอมรับ เราจะสามารถแสดงเนื้อหาที่ตรงกับความสนใจของคุณได้มากขึ้น และหากต้องการเปลี่ยนความยินยอม สามารถทำได้ทุกเมื่อโดยคลิก “การตั้งค่าคุกกี้” นโยบายการใช้คุกกี้
