มารู้จัก…Omega-3 เข้มข้นขึ้น 3 เท่า ที่ดูดซึมได้ดีกว่าด้วย “rTG”
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโอเมก้า-3 มีรูปแบบทางเคมีหลักสี่แบบ และรูปแบบเป็นตัวกำหนดทั้งความเข้มข้นที่ทำได้และวิธีที่ร่างกายจัดการกับกรดไขมันหลังรับประทาน โดยมีรายงานในงานวิจัยด้านการดูดซึมว่าโอเมก้า-3 รูปแบบ rTG (re-esterified triglyceride) ถูกดูดซึมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่ารูปแบบเอทิลเอสเทอร์
รูปแบบทั้งสี่
- ไตรกลีเซอไรด์ธรรมชาติ (nTG) คือรูปแบบที่อยู่ในเนื้อปลาและน้ำมันปลาที่ผ่านกระบวนการน้อย ประกอบด้วยกรดไขมันสามสายจับกับโครงกลีเซอรอล โดยทั่วไปมี EPA รวม DHA ราว 30 เปอร์เซ็นต์
- เอทิลเอสเทอร์ (EE) กรดไขมันถูกแยกออกจากกลีเซอรอลและจับกับเอทานอลแทน ซึ่งทำให้แยกด้วยการกลั่นระดับโมเลกุลเพื่อผลิตหัวเชื้อที่มี EPA สูงหรือ DHA สูงได้
- ไตรกลีเซอไรด์ที่เอสเทอริไฟด์ใหม่ (rTG) มีขั้นตอนเพิ่มเติมด้วยเอนไซม์ที่นำกรดไขมันเข้มข้นกลับไปจับกับกลีเซอรอล คืนโครงสร้างไตรกลีเซอไรด์ขณะที่ยังคงสัดส่วน EPA และ DHA ที่สูงไว้
- ฟอสโฟลิพิด (PL) คือรูปแบบในน้ำมันคริลล์ ซึ่งกรดไขมันโอเมก้า-3 จับอยู่ในฟอสโฟลิพิด
ทำไมโครงสร้างไตรกลีเซอไรด์จึงสำคัญ
การย่อยไขมันจากอาหารถูกออกแบบมารอบไตรกลีเซอไรด์ โดยเอนไซม์ไลเปสจากตับอ่อนปล่อยกรดไขมันออกมาเพื่อให้ดูดซึมในลำไส้เล็ก ส่วนเอทิลเอสเทอร์ถูกไฮโดรไลซ์ช้ากว่าและต้องผ่านขั้นตอนเพิ่มก่อนเข้าสู่วิถีเดียวกัน ซึ่งเป็นความแตกต่างในเคมีของการย่อย และเป็นสิ่งที่งานวิจัยด้านการดูดซึมวัด
งานวิจัยแบบไขว้ชิ้นหนึ่งวัดอะไร
ในการศึกษาแบบสุ่ม เปิดเผยข้อมูล และไขว้กลุ่ม ผู้เข้าร่วมรับประทานผลิตภัณฑ์โอเมก้า-3 สี่ชนิด ได้แก่ น้ำมันปลาแบบ rTG หัวเชื้อแบบเอทิลเอสเทอร์ น้ำมันคริลล์ (ฟอสโฟลิพิด) และน้ำมันปลาแซลมอน (ไตรกลีเซอไรด์ธรรมชาติ) ชนิดละ 28 วัน โดยเว้นช่วงล้างฤทธิ์สี่สัปดาห์ระหว่างกัน
- น้ำมันปลาแบบ rTG ให้ค่าการเพิ่มขึ้นของ EPA รวม DHA ในเลือดที่วัดได้สูงที่สุด
- ลำดับของค่าการเพิ่มขึ้นที่รายงานคือ rTG แล้วตามด้วยเอทิลเอสเทอร์ น้ำมันคริลล์ และน้ำมันปลาแซลมอน
ผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดใช้ปริมาณตามที่ผู้ผลิตแนะนำ ปริมาณ EPA และ DHA ที่ได้รับในแต่ละกลุ่มจึงไม่เท่ากัน ข้อค้นพบนี้อธิบายระดับในเลือดที่วัดได้ ไม่ใช่ผลลัพธ์ด้านสุขภาพ
ความเข้มข้นและการอ่านฉลาก
ความเข้มข้นอธิบายว่ามี EPA รวม DHA อยู่เท่าใดในน้ำมันหนึ่งกรัม น้ำมันที่ 60-85 เปอร์เซ็นต์ให้โอเมก้า-3 ราวสามเท่าของน้ำมันมาตรฐานที่ 30 เปอร์เซ็นต์ในปริมาตรเท่ากัน ซึ่งเป็นความหมายของคำว่า triple-strength บนฉลาก แคปซูลที่น้อยลงหรือเล็กลงจึงให้ปริมาณเท่าเดิมได้ ควรดูปริมาณ EPA และ DHA เป็นมิลลิกรัมต่อหน่วยบริโภค แทนน้ำหนักน้ำมันปลารวม เพราะสองค่านี้อาจต่างกันถึงสามเท่า นอกจากนี้ควรดูรูปแบบที่ระบุ (nTG, EE, rTG หรือ PL) ชนิดของปลา และข้อกำหนดด้านความสดใหม่ เช่น ค่าจำกัด TOTOX น้ำมันเข้มข้นเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันได้ง่ายกว่า จึงควรเก็บให้พ้นความร้อนและแสง
EPA มีส่วนช่วยในการคงไว้ซึ่งการทำงานตามปกติของหัวใจ ส่วน DHA เป็นกรดไขมันโครงสร้างของสมองและจอตา ซึ่งมีส่วนช่วยในการคงไว้ซึ่งการทำงานตามปกติของสมองและการมองเห็นตามปกติ ทั้งคู่มาจากปลาที่มีไขมันสูงเป็นหลัก การเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจึงหมายถึงการจับคู่ปริมาณ EPA และ DHA ให้เข้ากับอาหารที่รับประทานอยู่ และตรวจสอบว่ามีการระบุความบริสุทธิ์และความสดใหม่ไว้หรือไม่
- NIH Office of Dietary Supplements: กรดไขมันโอเมก้า-3 (เอกสารสำหรับบุคลากรทางการแพทย์) ↗
- Evans M. และคณะ 2023 โอเมก้า-3 รูปแบบ rTG กับการนำเข้าสู่เยื่อหุ้มเซลล์ (RCT - PLOS ONE) ↗
เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ เมื่อคุณกดยอมรับ เราจะสามารถแสดงเนื้อหาที่ตรงกับความสนใจของคุณได้มากขึ้น และหากต้องการเปลี่ยนความยินยอม สามารถทำได้ทุกเมื่อโดยคลิก “การตั้งค่าคุกกี้” นโยบายการใช้คุกกี้
